ขอคั่นทริปเที่ยวเมืองจีนด้วยสถานการณ์น้ำท่วมที่บ้าน
ไม่ได้อัพเดทในบล็อกตัวเองว่าน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อไร ถึงวันนี้น้ำท่วมหมู่บ้านเข้าสู่อาทิตย์ที่ 3 แล้ว ก็น่าจะประมาณ 15 – 16 วันแล้วละครับ

ก่อนจะสละบ้านไปพักที่คอนโดก็สู้อุตส่าหาทรายมาักั้นหน้าบ้านอย่าหนาแน่น ผลปรากฏว่าหน้าบ้านน้ำเข้าไม่ได้ครับ แต่มันแอบมาตามท่อในห้องน้ำแทน T_T มีผลให้น้ำเข้าในตัวบ้านประมาณ 10 ซม. โชคดีที่มันไม่ท่วมปลั๊กไฟ ไม่งั้นงานใหญ่แน่ๆ ส่วนตัวนอกบ้านท่วมสูงสุดเกือบทุกเอว ดูได้จากร่องรอยตามผนังกำแพง
ดูสภาพบ้านจากภายนอกก่อน หลังจากที่มันลดลงบ้างแล้วนะครับ ระดับน้ำอยู่ที่ครึ่งแข้ง ส่วนครึ่งแข้งเท่ากับกี่ซม.อันนี้ไปอนุมานเอาเองละกันครับ



ตั้งแต่สละบ้านมาเมื่อคราวโน้น ก็พึ่งมีโอกาสได้เข้าไปดูบ้านเมื่อวันอาทิตย์(6 พ.ย. 54)ที่ผ่านมา โดยการอนุเคราะห์นำส่งเข้าและส่งกลับโดยเพื่อนบ้านผู้แสนดี คุณเกลือและคุณจักร ณ ซอย 15
สารภาพตามตรงว่าขณะเปิดประตูเข้าบ้านไป ใจเต้นแรงมาก กลัวรับไม่ได้กับภาพที่เกิดขึ้นในบ้าน กลัวมันจะเลวร้ายจนยากทำใจ …และเมื่อประตูเปิดผ่างเข้าไป ก็เจอกับภาพนี้ครับ

ทีแรกก็จะปิดประตูบ้านแล้วก็กลับซะในตอนนั้น คือมันก็ไม่ได้แย่อะไรเท่าไรนักหรอกครับ ข้าวของไม่ได้เสียหายเพราะส่วนใหญ่ยกขึ้นหมดแล้ว ก็จะมีเพียงร่องรอยน้ำและคราบไคลที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
ระดับน้ำในบ้านลดลงแล้ว แต่มันยังไม่ได้แห้งสนิท คุณเกลือกับคุณจักรให้เหตุผลว่า ถ้ารอให้น้ำมันแห้งอาจทิ้งคราบเกราะกรังจนยากปัดกวาดเช็ดถูนา ..
เห็นด้วยครับ เลยลากสายยาง และไม้กวาดก้านมะพร้าวรีดน้ำ ฉีดน้ำและถูไปอีกรอบหนึ่ง พอให้มันดูได้ ไม่เกราะกรัง จนวิ้งในระดับหนึ่ง ดังภาพ

ด้วยความที่บ้านถูกปิดแน่นไม่มีอากาศเข้าออก บวกกับมีน้ำขังอยู่ในบ้าน ทำให้บ้านมีความชื้นสูง สิ่งของบางอย่างแม้ไม่เปียกน้ำก็อาจขึ้นราได้ ผมจึงเปิดประตู/หน้าต่างทุกบานให้แดดเข้าออกโดยสะดวก
ลุยอยู่กับน้ำจนเกือบ 4 โมง ขอตัวกลับก่อน เหนื่อย หิวข้าวละ
ก่อนกลับปั่นจักรยานลุยน้ำในหมู่บ้านไปรอบนึง มันส์ดีครับ แต่ตูดกูเปียกโหม๊ดเลยยย !!!
ช่วงที่กรุงเทพมหานครถูกรายล้อมด้วยข้าศึกคือน้ำ ผมมีโอกาสได้ละทิ้งความเครียดเรื่องน้ำท่วมมุ่งสู่มหาดินแดนอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ เมืองจีน !!
การเดินทางไปครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทที่มีโควต้าสองที่นั่งสำหรับผมและพี่อีกคน(พี่ชาติ) ดูแลการเที่ยวตลอดทริปโดยบริษัทอาเจนต้า มีเวลาสำหรับการท่องเที่ยว 5 คืนกับ 6 วัน ทริปนี้แม้ได้ชื่อว่าไปเมืองจีน แต่อย่างที่ทราบกันนะครับ เมืองจีนกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางจึงโฟกัสไปที่ 3 เมือง คือ ต้าลี่ ลี่เจียง และแชงกรีล่า
ออกเดินทางตอนสายๆในวันที่ 26 ตุลาคม 2554 เจอกับคณะอีก 30 ชีวิตที่สนามบินสุวรรณภูมิ
เครื่องบินนำไปสู่เมืองต้าลี่เป็นที่แรกสำหรับทริปนี้ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นเองฮ่ะ อ่านหนังสือพิมพ์ยังไม่จบเล่มเลยก็ถึงละ การเดินทางครั้งนี้ผมซ่ามาก ใส่กางเกงขาสั้นทั้งๆที่รู้ว่าเมืองต้าลี่อากาศอยู่ที่ 18 – 20 องศาเท่านั้น

ประมาณบ่ายสองโมงก็ถึงเมืองคุนหมิง ไม่ได้มาเที่ยวคุนหมิงครับ แต่ที่นี่มีสนามบินเราต้องลงที่นี่ก่อนนั่งรถไปยังเมืองต้าลี่ต่อไป

สนามบินของคุนหมิงห้ามถ่ายรูปครับ ก็เลยได้แต่แอบๆถ่ายมาได้เท่านี้ ทีแรกก็นึกว่าจะห้ามเฉพาะในสนามบิน แต่เมื่อได้ไปเที่ยวหลายๆที่ในจีน ถึงได้รู้ว่า ..คนจีนหวงเรื่องการถ่ายภาพมาก นัยว่ากลัวคนอื่นจะก็อปปี้ตัวเอง แต่ตัวเองก็อปปี้คนอื่นแหลกลาญ
จากสนามบินคุนหมิงก็ขึ้นรถทัวร์ต่อครับ นั่งรถค่อนข้างนานมุ่งหน้าสู่เมืองต้าลี่ ระหว่างทางแวะปั้มแห่งหนึ่งเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ เมืองจีนขึ้นชื่อมากเรื่องห้องน้ำ โดยเฉพาะห้องน้ำในปั้มหรือตามที่ท่องเที่ยว..และก็เป็นดั่งที่เขาโจษจัน ห้องน้ำแห่งนี้ไม่มีประตู นั่งขี้กันแบบเผชิญหน้า ~
เราจะข้ามในรายละเอียดเรื่องห้องน้ำไปดีกว่า เพราะจริงๆมีเรื่องที่แย่กว่าห้องน้ำนั่นอีก !!
เดินทางมาถึงเมืองต้าลี่ในเวลาประมาณ 5 โมงกว่าๆ ซึ่งได้เวลาสำหรับมื้อเย็นพอดี


หลังจากลิ้นได้ลิ้มรสชาติของอาหารจีนมื้อแรก ก็ได้รับรู้ทันทีว่า ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้..มันจืดชืดไร้รสชาต แถมน้ำมันก็เยิ้มเยอะ รสชาตมันห่างจากอาหารไทยมาก จนหลายๆคนรวมทั้งผมไม่สามารถทานอย่างเต็มปากเต็มคำได้ แต่ก็ทานพอบรรเทาหิว
หลังจากจบมื้อค่ำก็ได้เวลาย่ำราตรีครับ เมืองต้าลี่แบ่งเป็นเมืองต้าลี่ใหม่และต้าลี่โบราณ โดยที่เมืองต้าลี่โบราณจะเป็นการปรับปรุงจากเมืองโบราณมาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก ส่วนเมืองต้าลี่ใหม่เป็นเมืองใหม่ที่สร้างในภายหลังแบบสมัยใหม่




ภาพด้านบนเป็นบรรยากาศในเมืองโบราณต้าลี่ในยามค่ำคืน ร้านรวงส่วนใหญ่เป็นของฝาก ของที่ระลึกครับ บรรยากาศค่อนข้างเย็นสบายอยู่ที่ 18-20 องศา ใส่กางเกงขาสั้นเดินเล่นสบายๆ แต่คนส่วนใหญ่ใส่เสื้อหนาวแบบจัดเต็ม ..
เช้าวันต่อมา (วันที่ 27 ตุลาคม 2554) หลังจากเสร็จกิจมื้อเช้าอันแสนรันทดใจ ไกด์ชาวจีนแซ่ลู่ ก็พาเราไปชมเจดีย์สามยอดของเมืองต้าลี่ มีวลีสำหรับเจดีย์นี้ว่า หากใครมาต้้าลี่แล้ว ไม่มาเจดีย์สามยอดนี้ ถือว่ามาไม่ถึง (วลีนี้จะไปปรากฏทุกเมือง)


เจดีย์ 3 ยอด หมายถึง อดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ผมจำไม่ได้ละว่าอันไหนคืออดีต อนาคต และปัจจุบัน

จากนั้นก็เป็นการเดินทางอันยาวนานอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปยังเมืองต่อไป นั่นคือ “ลี่เจียง”
ขอปิดท้ายโพสต์แรกแห่งการเดินทางเมืองจีน ด้วยภาพคู่กับไกด์สาวชาวจีน “ลูลู่”
ในค่ำคืนแห่งวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทิวเขายามสัมผัสกับแสงแห่งพระจันทร์ดูราวกับเงาปีศาจยืนเรียงราย
หญิงสาวนั่งทอดขาเหยียดยาวให้ชายหนุ่มได้หนุนนอน ด้านหน้าเป็นแม่น้ำในยามค่ำคืนแสงระยิบระยับเมื่อต้องกับแสงแห่งพระจันทร์ ความเงียบในป่าใหญ่ทำให้ทั้งสองได้ยินแม้กระทั่งลมหายใจของอีกฝ่าย ทั้งคู่พูดคุยกันราวกระซิบ แต่ถ้่าจะพูดให้ถูกทั้งคู่ใช้ความเงียบคุยกันมากกว่า เมื่อมือสัมผัสกัน ตามองตาก็สื่อถึงหัวใจ ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าทั้งคู่ใช้หัวใจคุยกันด้วยภาษาแห่งรัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองแอบออกมาพลอดรักกันสองต่อสองเช่นนี้ แม้จะดูเป็นเรื่องไม่งามนัก แต่ตลอดเวลาที่รักกันมา ทั้งสองกลับไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียอันเป็นการไม่ให้เกียรติกันและยังเป็นการทำผิดกฏและประเพณีเลย
ความรัก หากเป็นความรักที่บริสุทธิ์และเป็นรักจริงแท้แน่แล้ว ย่อมให้เกียรติกันและรอคอยบ่มเพาะให้ความรักสุกงอมตามเวลามากกว่าจะใจร้อนบุ่มบ่ามจนเสียการ
ค่ำคืนนี้เหมือนกับทุกคืนที่ผ่านมา ทั้งสองยังคงพลอดรักกันและคุยกันด้วยภาษาแห่งรัก
“พี่โชคดีเหลือเกิน สา” ชายหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบ
“เรื่องอะไรคะ?”
“ที่วันนี้พี่มีสา”
“พี่ปากหวานอีกแล้ว แต่สา..ชอบ”
“พี่พูดจริงๆ พี่รักสา..”
ชายหนุ่มพูดพลางดึงมือหญิงสาวเข้ามาแนบอก และประทับจูบลงอย่างแผ่วเบา หญิงสาวสะท้านอาย แต่ยังมิได้ขัดขืน ด้วยเธอก็มีใจให้เขาเช่นกัน
หากตอนนี้มิใช่กลางคืนชายหนุ่มคงเห็นหน้าหญิงสาวเป็นสีแดงระเรื่อ หน้าเธอร้อนผ่าวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
พระจันทร์บนฟ้าถูกฝูงเมฆกลุ้มรุมจนสนิท แสงสว่างจากพระจันทร์ลับหายราวกับจะเป็นใจให้ชายหนุ่ม โดยปกติเขาจะเป็นคนที่ให้เกียรติคนรักเสมอ แต่ค่ำคืนนี้เหมือนว่าความรักที่บ่มเพาะสุกงอม อารมณ์ของหนิ่งหญิงกับหนึ่งชายที่ได้อยู่ใกล้กัน กลิ่นของหนุ่่มสาวรัญจวนใจจนยากจะหักห้าม ทั้งคู่ได้หลงเข้าสู่บ่วงแห่งเสน่หาท่ามกลางค่ำคืนแห่งพระจันทร์เต็มดวงที่มืดมิด ..
ทั้งคู่รู้แก่ใจว่าได้ทำผิดกฏอันใหญ่หลวงของหมู่บ้านลี้ลับแห่งนี้เข้าแล้ว แต่รสไหนเลยจะหอมหวานติดอกติดใจน่าหลงใหลหลับตาเท่าไรก็มิมีวันลืมเท่ากับรสสวาท ทั้งคู่ได้ลักลอบทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนที่สุดวลีที่ว่า “ความลับไม่มีในโลก” หรือ “ไม่มีที่ลับสำหรับคนชั่ว” ก็เป็นจริง
ค่ำคืนวันหนึ่ง ขณะทั้งสองนัดพบและพลอดรักกันอยู่นั้น ชาวบ้านคนหนึ่งหลังจากออกล่าสัตว์ทั้งวัน เกิดหลงป่ากว่าจะหาทางกลับเข้าหมู่บ้านได้ก็ค่ำมืดและบังเอิญเจอทั้งสองเข้า เรื่องลับจึงกลายเป็นเรื่องเปิดเผยและกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น
การกระทำของทั้งสองถือว่าเป็นความผิดยิ่งใหญ่ร้ายแรงยากจะให้อภัย ฝ่ายหญิงต้องถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ส่วนฝ่ายชายต้องถูกจับโยนลงหน้าผา
ฝ่ายหญิงถูกกักตัวไว้ การลงโทษจะเริ่มที่ฝ่ายชายก่อน แต่ชายหนุ่มด้วยความรักตัวกลัวตายเยี่ยงปุถุชนจึงวิ่งหนีจากการไล่จับของชาวบ้าน
คนทั้งหมู่บ้านได้ไล่จับชายหนุ่มอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อมาลงโทษ.. ชายหนุ่มวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งเข้าไปในป่าใหญ่ วิ่ง วิ่ง และวิ่ง …
…….
“แล้วยังไงต่อละลุง” ทิดลั่นร้องทัก เมื่อเห็นลุงมาเล่าขาดช่วง
“ข้าไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งนานแค่ไหน แต่กำลังทั้ง้หมดที่มีข้าทุ่มสุดชีวิต วิ่งจนไม่มีสติสตังค์ล้มฟุบไป”
“โห..”
“แต่พอได้สติอีกครั้ง ข้าก็อดประหลาดใจไม่ได้”
“อะไรเหรอลุง” ทิดอ่ำกระเถิบมาใกล้ด้วยความตื่นเต้น
“ข้าพบว่าข้ากลับมาแล้ว ตอนนั้นอดร้องไห้ด้วยความเป็นห่วงสาไม่ได้ ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเธอจะถูกขับจากหมู่บ้าน หรือถูกลงโทษหนักหนาปานใด”
“ลุงไม่พาเธอหนีกลับมาด้วยละ”
“ตอนนั้นข้าก็คิดอย่างนั้น แต่ชาวบ้านได้จับเธอไปขังอย่างแน่นหนา ข้าไม่ได้แม้เอ่ยคำลา..” พูดพลางปาดน้ำตาจากหนังหน้าอันเหี่ยวย่น
ทิดอ่ำพลอยเศร้าไปกับลุงมาไปด้วย
“หากตอนนั้นข้าไม่ใจร้อนทำผิดกฏซะก่อน ป่านนี้ข้าคงได้ใช้ชีวิตที่นั่นอยู่กับคนรักจนแก่ตาย”
“ลุงไม่คิดจะกลับไปที่นั่นอีกเหรอ” ทิดอ่ำถามด้วยความสงสัย
“ปีแรกที่ข้ากลับจากที่นั่น ทุกๆวันข้าพยายามหาทางไป แต่จนแล้วจนรอดข้าก็ไม่สามารถไปได้ และก็ไม่รู้ว่าจะไปได้อย่างไร”
“ลุงไม่น่าท้อนะ มันน่าจะมีทางไปได้น่า”
“ข้าไม่ได้ท้อ แต่ยิ่งพยายามคนรอบข้างก็หาว่าข้าบ้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้าหยุด สิ่งที่ทำให้ข้าหยุด คือ เธอคนนั้น”
ลุงมาพูดพลางพยักหน้าไปยิ่งหญิงชราที่กำลังเดินมาทางนี้
“ยายเนียม?”
“ใช่ ยายเนียมเป็นคนสอนให้ข้ารู้ว่า คนเราไม่ควรสนใจในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ควรสนใจในสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า”
ลุงมากับยายเนียมจูงมือกันเดินไปจนลับตา
ทิ้งเรื่องราวในอดีตให้กับทิดอ่ำไว้เล่าให้คนรุ่นหลังฟังสืบไป
(ต่อจากตอนที่แล้ว..เพียงชายคนนี้(ไม่ใช่ผู้วิเศษ)
ดินแดนหลังภูเขาที่สูงตระหง่าน 5 ลูกตั้งติดต่อกัน มีแม่น้ำที่ไหลจากภูเขาสูง ด้านล่างที่แม่น้ำไหลผ่าน มีเมืองเมืองหนึ่งตั้งอยู่ พระราชาผู้ปกครองเมืองนี้มีพระนามว่าวาลุ มีพระมเหสีทรงพระนามว่าสิยามณี พระองค์ไม่มีพระโอรส มีแต่พระราชธิดาองค์เดียว ทรงพระนามว่า เอกกัลยา
ก่อนหน้านี้เมื่อ 20 ปีก่อน พระเจ้าเอนกพลผู้เป็นบิดาของพระเจ้าวาลุปกครองเมืองอยู่ทางด้านหน้าภูเขาใหญ่แห่งนี้ แต่เนื่องด้วยเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนดินแดนอันอุดมสมบูรณ์จึงมักมีอริข้าศึกเข้ามาโจมตีเพื่อแย่งชิงบ่อยครั้ง แต่พระเจ้าเอนกพลซึ่งมีพระเจ้าวาลุผู้ซึ่งเป็นพระอุปราชในขณะนั้นเป็นแม่ทัพ ร่วมด้วยเหล่าทหารกล้าช่วยกันต่อต้านขับไล่ศัตรูไปได้ทุกครั้งไป แต่เมื่อเล็งเห็นถึงความไม่ปลอดภัยในอนาคต เมื่อสิ้นพระเจ้าเอนกพลผู้บิดาแล้ว พระเจ้าวาลุครั้นได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์และได้อภิเษกสมรสกับพระนางสิยามณีแล้ว จึงดำริย้ายเมืองหลวงไปยังทำเลที่ปลอดภัยและยากต่อการโจมตีจากข้าศึก จึงทั้งหมดทั้งเมืองได้ย้ายจากหน้าภูเขาไปยังทำเลด้านหลังภูเขาอันเป็นเมืองในปัจจุบัน
ครั้นแล้ว เพื่อให้เป็นเมืองที่แข็งแกร่งทั้งพื้นที่และตัวเมือง พระเจ้าวาลุได้ทุ่มเทแรงงานทหารและคนงานทั้งหมดในปีแรกเพื่อร่วมสร้างกำแพงเมืองอันแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้พระองค์ได้สร้างปราสาทที่ประทับที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปรสาทแห่งนี้นอกเหนือจากความแข็งแกร่งแล้ว ตัวปราสาททั้งหมดได้สร้างขึ้นจากทรายละเอียดที่ขุดได้จากใต้ทะเลสาป เป็นทรายที่มีลักษณะพิเศษเมื่อไม่ผสมกับวัตถุอื่น จะเป็นทรายสีขาวละเอียดอ่อน แต่เมื่อได้ผสมกับโคลนในประมาณที่เหมาะสมและตากแดดจนแ่ห้งสนิทจะมีความทนทานแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็มีความสวยงามโดดเด่นจากทรายที่บริสุทธิ์
ด้านในปราสาทยังมีห้องเล็กห้องน้อยรวมกว่า 100 ห้อง ชั้นบนสูงสุดของตัวปราสาทเป็นหอคอยที่ประทับส่วนพระองค์ ใต้ตัวปราสาทยังมีห้องใต้ดินที่ขุดลึกลงไปถึง 500 เมตร มีห้องพักในชั้นใต้ดินอีก 20 ห้อง
นับเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ สวยงามและทันสมัยที่สุดในขณะนั้น พระเจ้าวาลุตั้งชื่อปราสาทตามชื่อของพระองค์ว่า “วาลุปราสาท” หรือ “ปราสาททราย”
เพื่อให้เมืองของพระองค์ปลอดภัย พระเจ้าวาลุไม่มีรัชทายาทมีแต่ธิดา จึงจำเป็นที่ต้องหาเมืองพันธมิตร พระองค์พิจารณาอยู่นานว่าเมืองไหนเหมาะสมที่จะผูกสมัครรักใคร่เป็นทองแผ่นเดียวกัน ในที่สุดพระองค์ก็ตกลงพระทัยเลือกเมือง “สุภาวัน” โดยให้คำมั่นสัญญาว่า เมื่อพระราชธิดามีอายุ 16 ปีจะมีพิธีอภิเษกสมรสให้สมพระเกียรติของเจ้าเมืองทั้งสอง
แต่เมื่อถึงกำหนด พระราชธิดามีอุปนิสัยผิดสตรีทั่วไป ไม่ชอบงานบ้านงานเรือน แต่ชอบเข้าป่าล่าเนื้อ ขี่ม้ายิงธนู ไม่เคยมีใครขัดพระทัยได้ เมื่อถูกพระเจ้าวาลุใช้ไม้แข็งบังคับให้แต่งงานในอีก 3 เดือนข้างหน้า เจ้าหญิงเอกกัลยาจึงหนีออกจากเมืองในคืนนั้นเอง
เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจแก่พระมเหสีและพระเจ้าวาลุยิ่งนัก แต่เมื่อได้รับข่าวว่ามีสัตว์ผู้ภักดีทั้งสี่ติดตามไปด้วยก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ส่งทหารองค์รักษ์เพื่อตามสืบหาเจ้าหญิงกลับมา
ทหารองค์รักษ์ทั้ง 3 ควบม้าไม่หยุดพักเพื่อไปรับตัวเจ้าหญิงกลับมา..
จากเพลง ปราสาททราย
ศิลปิน : สุรสีห์ อิทธิกุล
ต่อจากตอนที่แล้ว..ไม่ใช่เจ้าชาย
นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงเกิดความรู้สึกวูบวามและว้าเหว่เช่นนี้
ด้วยความที่เจ้าหญิงพึ่งอายุย่าง 16 ยังไม่เคยรู้จักความรักและความรู้สึกแบบนี้ก็พึ่งเกิดขึ้นกับเธอ อยู่ระหว่างรอยต่อของความเป็นเด็กและความเป็นสาว ตลอด 16 ปีที่อยู่ในรั้ววังมีแต่คนตามใจ อยากได้อะไรเพียงแค่ปรายตามองของสิ่งนั้นย่อมตกเป็นของเธอ ในเขตวังไม่มีชายหนุ่มให้เธอได้คุ้นเคย นอกจากนายทหารแก่อายุคราวพ่อ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงได้พบกับชายหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน
ด้วยความเป็นเจ้าหญิงผู้ยิ่งยโสเอาแต่ใจ เธอพยายามปฏิเสธและปกปิดความรู้สึกนั้น
ฝ่ายนักพรตและนายพรานผู้สู้อุตส่าห์มาช่วยเจ้าหญิงตามคำขอร้องของกระต่ายและกวาง เมื่อเห็นว่าเจ้าหญิงปลอดภัยแล้ว ก็ขอแยกทางไปโดยมิได้แม้คำขอบคุณจากปากเจ้าหญิง
เจ้าหญิงเหลือบเห็นนักพรตกำลังจะเดินผ่านไปจึงร้องไปว่า “ท่านนักพรต ช้าก่อน”
“เจ้าหญิงมีอันใดรึ?” นักพรตเอ่ย
“ท่านเป็นนักพรตผู้ถือศีล ท่านช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม”
“หากสิ่งนั้นไม่เกินวิสัยและไม่เป็นการทำผิดหรือทำบาป ข้ายินดี”
“ท่านเป็นผู้วิเศษ ท่านช่วยเสกให้เจ้าชายผู้ช่วยชีวิตข้ากลับมาหาข้าได้ไหม” ในที่สุดเจ้าหญิงก็ไม่สามารถปิดกั้นความรู้สึกและความต้องการภายในจิตใจตัวเองได้ ในชีวิตไม่มีสิ่งไหนที่เจ้าหญิงอยากได้แล้วไม่ได้ และครั้งนี้เจ้าหญิงก็หวังจะได้อีกเช่นกัน
“เจ้าหญิง..” นักพรตกล่าวเสียงเรียบ
“โลกนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏแห่งไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ความไม่ยั่งยืนหากรู้ไม่เท่าทันก็เป็นทุกข์ และทุกอย่างไร้ตัวตน ไม่มีอะไรที่จะได้ดั่งใจทุกอย่าง ข้าเป็นนักพรตผู้ถือศีล แต่มิใช่เป็นผู้วิเศษ ไม่สามารถเสกอะไรให้เจ้าหญิงได้ หรือแม้มีฤทธิ์สามารถเสกให้ได้จริง ก็มิอาจทำได้เช่นกัน”
“ทำไม” เจ้าหญิงถามเสียงแข็ง
“ความรักเป็นสิ่งเกิดขึ้นจากจิตใจที่บริสุทธิ์ และจะเกิดขึ้นก็ด้วยเหตุปัจจัย 2 ประการ คือ 1 เคยรักกันมาก่อนในอดีตชาติ 2. ได้ช่วยเหลือกันในปัจจุบัน ความรักที่ได้มาจากวิธีอื่นนอกเหนือจาก 2 ข้อนี้มิใช่ความรักที่ยั่งยืน”
“ข้าไม่ได้รักเขา แต่ข้าต้องการแค่ให้เขากลับมา” เจ้าหญิงยังปากแข็ง
“เจ้าหญิงถามใจตัวเองดูสิว่า อยากให้เขากลับมาทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา”
เมื่อเห็นว่าเจ้าหญิงนิ่งไป นักพรตจึงกล่าวสืบไปอีกว่า “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม หากมีวาสนาต่อกันแล้ว คงไม่แคล้วจากกัน สักวันเจ้าหญิงจะได้พบรักแท้”
แม้ไม่เข้าใจที่นักพรตพูดทั้งหมด แต่เจ้าหญิงก็ไร้ซึ่งคำถาม เมื่อสบโอกาสนักพรตจึงกล่าวอำลา
“ความรักที่ยิ่งใหญ่มีพลังเหนือพลังวิเศษทั้งหลาย มิจำเป็นต้องมีผู้วิเศษใดๆมาเสกให้ เพราะความรักนั่นแหละคือผู้วิเศษ”
จากเพลง เพียงชายคนนี้(ไม่ใช่ผู้วิเศษ)
ศิลปิน : เพชร โอสถานุเคราะห์
ต่อจากตอนที่แล้ว..เจ้าหญิงคนต่อไป
ในที่จองจำเจ้าหญิงได้พบกับหญิงงามและหญิงเกือบงามอีก 4-5 นาง ทราบภายหลังว่าเธอทั้งสิ้นล้วนถูกจับขังเพราะแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหญิง แต่ละคนก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไป
หญิงบางคนเพราะเกิดมามีผิวพรรณงดงามผุดผ่อง จึงเข้าใจว่าตัวเองเป็นลูกเจ้าลูกนาย มิหนำซ้ำคนรอบข้างก็ต่างเฝ้าบอกตั้งแต่น้อยว่าเธอมีเชื้อเจ้า พอเรื่องนี้กระจายออกไปจึงถูกจับมาขัง บางคนแค่พูดเล่นๆว่าตัวเป็นเจ้าหญิง แต่บังเอิญได้ยินถึงเจ้าบ้านจึงถูกจับมาขังเช่นกัน เรื่องเจ้าเรื่องนายมิใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่นกันได้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหญิงตัวจริงที่แต่งองค์ด้วยเสื้อผ้าสามัญชนจะไม่ถูกจับขัง
แต่ก่อนจะถูกจับขัง เจ้าหญิงได้บอกสัตว์ผู้ภักดีทั้งสี่ให้ไปตามคนมาช่วย สัตว์ทั้งสี่จึงแยกทางกันไปคนละทิศ เพื่อหาคนมาช่วยเหลือเจ้าหญิงได้รวดเร็วขึ้น
กระต่ายวิ่งไปได้ไม่นานก็พบกับนายพรานคนหนึ่ง หลังจากบอกเหตุการณ์ต่างๆทั้งหมดจนนายพรานเชื่อใจแล้วก็เดินนำทางพานายพรานมุ่งมายังหมู่บ้านที่เจ้าหญิงถูกขัง
นกกระจอกบินลงทางใต้ ในที่สุดก็พบกับเมืองๆหนึ่ง ด้วยความที่เป็นนกปราดเปรียวนกระจอกจึงบินเข้าสู่ช่องชินบัญชร และได้พบกับชายรูปงามท่านหนึ่ง ด้วยท่าทีและความสง่างาม นกกระจอกเข้าใจในบัดดลว่าเป็นเจ้าชาย จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ชายรูปงามเชื่อและพร้อมที่จะไปช่วยเจ้าหญิง
ฝ่ายหมีด้วยความที่เป็นสัตว์มีรูปลักษณ์ดุร้าย จึงไม่สามารถพูดจาให้ใครเชื่อได้
ส่วนกวางหลังจากวิ่งมุ่งหน้าไปทางเหนือ จึงได้พบกับนักพรตตนหนึ่ง เมื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง นักพรตผู้ถือศีลเกิดความกรุณาและอาสาจะมาช่วยเจ้าหญิง
หลังทั้งหมดได้ผู้ช่วยเหลือแล้ว จึงเดินทางมาพร้อมกันที่หน้าหมู่บ้าน
“ถ้าหญิงคนนี้เป็นเจ้าหญิงจริง ต้องมีชายผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าชายจริงมาช่วย” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเสียงกังวาลก้องต่อหน้าสัตว์และผู้ช่วยเหลือทั้งสาม
“เจ้ามีเนื้อตัวมอมแมม และผิวหยาบกร้าน ไหนเลยจะใช่เจ้าชาย” ผู้ใหญ่บ้านหันไปทางนายพรานกับกระต่าย
“ท่านเป็นนักพรตถือศีล ยิ่งห่างไกลคำว่าเจ้าชายยิ่งนัก” นักพรตนิ่งไม่ตอบโต้ และแล้วผู้ใหญ่บ้านก็หันมาทางชายรูปงามที่นกกระจอกพามา ทุกคนหวังอย่างยิ่งว่านี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่จะช่วยเจ้าหญิงออกมาได้ ด้วยผิวพรรณและหน้าตาเช่นนี้ต้องเป็นเจ้าชายแน่ๆ
“ส่วนเจ้า..”
“ข้าไม่ใช่เจ้าชาย” มิทันที่ผู้ใหญ่บ้านพูดจบ ชายรูปงามก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“แต่ในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ที่เมืองข้าจะมีการสถาปนาข้าเป็นเจ้าชาย ข้ามาที่นี้เพื่อต้องการเจ้าหญิงเพื่อการอภิเษกพร้อมกับการสถาปนา”
คำพูดก้องก้งวาลชัดเจน สำเนียงส่อชัดว่าเป็นคนมีการศึกษาดีมีที่มาถูกต้อง ตัดข้อกังขาหมดสิ้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างให้ความเคารพและยินดีคืนเจ้าหญิงให้
ระหว่างทางกลับเจ้าชายเอ่ยกับเจ้าหญิงขึ้นว่า
“ข้ามาช่วยเจ้ามิได้หมายสิ่งใดตอบแทน แม้ปากบอกหวังการอภิเษกด้วยเจ้าหญิง แต่นั่นเป็นอุบายเพื่อขอตัวจากผู้ใหญ่บ้าน ข้ามิอาจอภิเษกกับหญิงที่มิได้มีใจกับข้า”
มิทันที่เจ้าหญิงจะเอ่ยปาก เจ้าชายก็ควบม้าไป แม้นพบพานเพียงน้อยนิด แต่ด้วยน้ำใจและรูปโฉมอันสง่างามของ(ว่าที่)เจ้าชาย ทำเอาจิตใจเจ้าหญิงหวั่นไหว
เจ้าชายควบม้าจากไปไกลแล้ว..พร้อมกับเอาหัวใจเจ้าหญิงไปด้วย
จากเพลง ไม่ใช่เจ้าชาย
ศิลปิน ออดี้
ต่อจากเรื่อง เจ้าหญิง
เจ้าหญิงและสัตว์ผู้ภักดีที่สี่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง
ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เจ้าหญิงเกิดความกังวลใจเล็กๆว่า หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ไกลห่างจากเมืองที่บิดาของเธอปกครองอยู่ ดังนั้น บารมีของบิดาอาจแผ่ไม่ถึงที่นี่ คนในหมู่บ้านอาจไม่เกรงหรือไม่ให้ความเคารพเจ้าหญิง
คิดได้ดังนั้น เจ้าหญิงจึงปลอมตัวเป็นสามัญชนเพื่อเข้าไปในหมู่บ้าน
เมื่อก้าวเดินเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนต่างกล่าวสรรเสริญบิดาของเธอ และกล่าวขวัญถึงสิริโฉมอันงดงามของธิดาองค์เดียวซึ่งคือเธอ พลอยให้เธออดยิ้มด้วยความตืนตันใจมิได้ หัวใจพองโตจนบางครั้งแทบเผลอตัวแสดงตัวตนที่แท้จริงออกไป
กระต่ายกล่าวเตือนด้วความหวังดีว่า “ไม่ควรเปิดเผยตัวตนในขณะนี้ เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีต่อองค์หญิง”
แม้แต่นกระจอกซึ่งปกติไม่ค่อยออกความคิดเห็นก็อือออเห็นด้วยกับกระต่าย ฝ่ายกวางและหมีไม่มีความเห็น
เจ้าหญิงผู้ทรนงและมั่นใจพระทัยในตนเองสูง นับตั้งแต่วันที่มีปากเสียงกับพระบิดาเหตุไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชายเมืองอื่นที่บิดาหมายมั่นไว้จนต้องหนีออกมาจากวัง แม้จะมีความหวาดหวั่นในช่วงแรกแต่ด้วยความที่ไม่เคยยอมแพ้ใครและไม่อาจฟังคำเย้ยหยันว่า”ไปไม่รอด” จึงได้แต่ข่มความเหนื่อยยากเดินทางพร้อมด้วยสัตว์ผู้ภักดีที่สี่
“คนไม่หวังดีอาจจะมี แต่คนรักใคร่และภักดีน่าจะมีมากกว่า” เจ้าหญิงปฏิเสธความหวังดีของกระต่ายและเดินมุ่งสู่กลุ่มชาวบ้าน
“ท่านทั้งหลาย ฟังทางนี้” เจ้าหญิงประกาศเสียงดัง เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่หันมามองเธอแล้ว จึงกล่าวสืบต่อไปว่า
“ข้ามีความยินดีจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ..ข้าคือเจ้าหญิงที่ท่านทั้งหลายกำลังพูดถึงอยู่นั้น”
ทันทีที่เจ้าหญิงกล่าวประโยคเปิดเผยพระองค์จบ กลุ่มชาวบ้านหยุดนิ่ง เงียบ และเพ่งพินิจเจ้าหญิงอย่างพิจารณา ทุกคนต่างย่างกรายเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ
“จับเธอไว้” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น เจ้าหญิงยิ้มค้างโดยมิทันได้หุบยิ้ม ชาวบ้านทุกคนต่างกรูมาช่วยกันจับเธอไปขัง
“เธอคนที่ 5 แล้วที่บังอาจมาแอบอ้างเป็นเจ้าหญิง” ชาวบ้านคนหนึ่งที่มีลักษณะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านบอก
“เราจะรอดูเจ้าหญิงองค์ต่อไป..จะมีใครมาแอบอ้างเป็นเจ้าหญิงอีกมั้ย?”
จากเพลง..เจ้าหญิงคนต่อไปคลิกสิจ๊ะ
ศิลปิน : Blissonic
ณ กลางป่าดินแดนแสนไกล เจ้าหญิงในชุดสีขาวปรากฏกายบนท้องทุ่งสีเขียว
รอบๆรายล้อมด้วยสัตว์นานาชนิดที่จงรักภักดี
มีกวาง มีกระต่าย นำหน้าด้วยหมีและนกกระจอก
“ฉันหิวน้ำจังเลย” เจ้าหญิงเอ่ย
ทันใดนั้นหมีก็รีบวิ่งงุดๆ และกลับมาพร้อมกับใบไม้ใหญ่ที่กลัดเป็นเกลียวกว้างมีน้ำใสอยู่ข้างใน
เจ้าหญิงรับน้ำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดื่มน้ำแต่พอดี
“ร้อนจังเลย” เจ้าหญิงพูดพลางมองไปบนท้องฟ้า
นกกระจอกได้ยินดังนั้น ก็รีบบินไปบนท้องฟ้า สักพักกลับมาพร้อมกับฝูงนกกระจอกที่รวมกลุ่มกันเป็นวงกว้างกั้นแดดให้เจ้าหญิง
“ดอกไม้บนผานั่นสวยจังเลย”
กระต่ายรีบกระโดดปีนขึ้นไปบนหน้าผาเด็ดดอกไม้มาให้เจ้าหญิง
“หิวข้าวจังเลย” เจ้าหญิงโอดครวญ
เหลือกวางตัวเดียวที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าหญิง มันหยุดนิ่งหลังได้ยินเจ้าหญิงครวญ แต่แล้วก็ออกเดินต่อ
“เจ้าไม่คิดจะทำอะไรเพื่อข้าบ้างเหรอ?” เจ้าหญิงถามกวาง
กวางหยุดนิ่งก่อนจะตอบว่า
“ข้าก็อยากจะทำให้เจ้าหญิงเหมือนกัน ถ้าเจ้าหญิงลงจากหลังของข้า”
จากเพลง เจ้าหญิง
ศิลปิน บอย โกสิยพงษ์
หลุด 4 หลุด เข้าโรงตั้งแต่เดือนมกราคม วันนี้พึ่งมีโอกาสเข้าร้านวีดีโอจึงเช่ามาเบิ่งชม..
หลุดสี่หลุดเป็นหนังสั้นสี่เรื่องจิตหลุดโดยสี่ผู้กำกับ ผมชอบหนังสั้นเพราะรวบรัดดี ไม่ต้องอารัมภบทกันมาก ผีจะออกก็ออกตั้งแต่เนิ่น คนจะชั่วก็ชั่วได้ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ไม่ต้องปูพื้นมากมายเสียเวลา
หลุดแรก “เกรียนล้างโลก” สั้นมาก สั้นจริงๆ มีฉากเดียวคือโต๊ะกลางแจ้ง นั่งคุยกันตามประสาวัยรุ่นที่ต้องเริ่มต้นประโยคด้วยเหี้ย และลงท้ายด้วยสัตว์..เหมือนเป็นโครงสร้างภาษาไทยแบบใหม่ ต้องเปิดประโยคด้วย “เหี้ย” หรือ “ห่า” และปิดประโยคด้วย “สัตว์” หรือ “แม่ง”
หลุดแรกทำเอาผู้ชมหวั่นไหวกันเลยทีเดียว หวั่นไปถึงว่าหลุดต่อๆไปจะมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า เพราะมันสั้นและบอกตามตรงยังไม่รู้เรื่องห่าอะไรเลย เหมือนหนังทำเล่นๆ
หลุดที่สอง “ร้านของขวัญแด่คนที่คุณเกลียด” เรื่องนี้เปิดประเด็นได้น่าสนใจและสยองเล็กๆ แต่มันมีดีแค่นั้นเอง กลางเรื่องจืดชืด นิ่งสนิทจนต้องเผลอหลับ แถมตอนจบมีหักมุมแบบกวนตีน..เหี้ยเอ้ย ผมไม่ได้ด่าหนัง แต่พระเอกเขาพูดประโยคนี้เกือบทุกบทสนทนาอีกเช่นเคย โครงสร้างภาษาไทยแบบใหม่ๆ
หลุดที่สาม “คืนจิตหลุด” ได้นักแสดงขั้นเทพอย่างอนันดานับว่าสร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อย พี่แกเล่นหนังได้เทพจริงๆ บทโรคจิตพี่แกตีบทซะแตกกระจุย เรื่องนี้ถ้าดูในโรง แม่ที่พาลูกเล็กๆเข้าไปดูด้วย สงสัยต้องรีบพากลับบ้าน เพราะมีฉากสยองขวัญสั่นประสาทอย่างฉากตัดนิ้วตัวเองทีละนิ้วๆ ให้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมอย่างเดียวบทอ่อนและการหักมุมแบบไม่น่าหักทำให้หนังสนุกน้อยลง จบแบบ..เหี้ยเอ้ยเช่นกัน

และหลุดสุดท้าย “ฮู อา กง” เรื่องนี้อารมณ์เดียวกับบุปผาราตรีภาคแรก ขำก็ขำ พอบทจะน่ากลัวก็โคตรน่ากลัว แต่แล้ว..หนังก็จบแบบปัญญาอ่อนและเหี้ย..อีกเช่นกัน คือ ดูจะเป็นหนังครอบครัวๆ พูดจากันดีมีการศึกษากว่าสามตอนก่อนหน้านี้ แต่แล้วนางเอกที่หมวยใสน่ารักก็พูดคำว่า “เหี้ย” ซะเอง เท่านั้นไม่พอ ผีอากงที่พูดไทยไม่ค่อยชัดเลย แต่พูด “เหี้ย” ชั๊ดชัด

ผมว่าทั้งสี่เรื่อง ไม่น่าเรียกตัวเองว่าหลุดสี่หลุด น่าจะเรียกว่า “หลุดสี่เหี้ย” มากกว่า
เหี้ยเต็มโรงไปหมด ไม่ได้จะถือสาคำๆนี้เท่าไรนะครับ ถ้าตัวละครมันเหมาะกับคำๆนี้ อย่างอนันดาหรือเด็กวัยรุ่นในตอน “เกรียนล้างโลก” ก็ไม่รู้สึกเท่าไร แต่นี่เหมือนตั้งใจให้ทั้งสี่เรื่อง มีเหี้ย เหี้ย และเหี้ยเต็มโรงไปหมด
คุณไม่ได้ด่าคนดูใช่มั้ย
เห็นว่าวันนี้อากาศดี เลยจะพาไปนั่งเล่นที่ระแนงหลังบ้านซะหน่อย..
บ้านทาวน์โฮมทั่วไปเกือบทุกหลังจะตีหลังบ้านทึบทำเป็นครัว เพราะบ้านมีพื้นที่น้อย แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น รู้สึกมันอึดอัดเกินถ้าจะปิดหลังบ้านทึบ เลยตีพื้นระแนงด้วยไม้สมาร์ทวูด และตีระแนงที่กำแพงให้สูงขึ้นอีกหนึ่งเมตร

เพิ่มความสดชื่นด้วยต้นไม้เล็กๆน้อยๆ ..ต้นลีลาวดีหรือชื่อเก่า “ลั่นทม” สองต้นซ้ายและขวานั้นได้อานิสงส์จากบ้านคุณเกลือ เห็นว่าเป็นพันธ์สามกษัตริย์คือมีดอกสามสี..ไม่พอเท่านั้นครับ หลังบ้านจะจืดไป จัดการละเลงสีเข้าไปตามใจชอบ อยากได้สีอะไรก็เทกันเข้าไป ตั้งใจว่าถ้าสีเก่าลอก จะทาสีใหม่ให้แซ่บกว่านี้
ถ้าเบื่อหน้าบ้านที่เป็นสวนสาธารณะก็จะแอบมานั่งในพื้นที่ส่วนตัวหลังบ้านได้
‘ว่างๆก็เชิญนะครับ’
ไปเห็นบทความของฝรั่งเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม ..เออ เขาช่างเปรียบเทียบและเขียนได้ดีนะ เลยเอามาแปะไว้
คำ “ขอบคุณ” ไม่ได้มีความหมายว่าขอบคุณเสมอไป อาการของผู้กล่าวจะบอกได้ว่า เขาขอบคุณจากใจจริงหรือไม่?